นับถอยหลังอีกไม่กี่วัน! เจาะลึก 15 ชาติตัวเต็งแชมป์ ‘ฟุตบอลโลก 2026‘ ขุมกำลัง แท็คติก ใครมีสิทธิ์เข้าวิน?
เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน มหกรรมลูกหนังที่คนทั้งโลกรอคอยอย่าง ฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) ก็จะเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยเกมนัดเปิดสนามที่ เม็กซิโก จะรับการมาเยือนของ แอฟริกาใต้ ในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ กำลังจะเป็นจุดเริ่มต้นของการห้ำหั่นเพื่อแย่งชิงโทรฟี่ที่ทรงคุณค่าที่สุดในโลก
เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องแบบจัดเต็ม วันนี้เราได้รวบรวมทรรศนะจากผู้สื่อข่าวและกูรูฟุตบอลระดับโลกกว่า 20 ชีวิต นำมาขยายความวิเคราะห์เจาะลึก 15 ชาติ “ตัวเต็ง” ที่มีโอกาสคว้าแชมป์โลกในครั้งนี้มากที่สุด มาดูกันว่าชาติไหนที่มีขุมกำลังพร้อมรบที่สุด และชาติไหนที่มีลุ้นสอดแทรกสร้างเซอร์ไพรส์ในทัวร์นาเมนต์นี้!
กลุ่มเต็งจ๋า: ขุมกำลังระดับพระกาฬ โอกาสคว้าแชมป์ล้นหลาม
1. ทีมชาติสเปน (อันดับฟีฟ่า: 2)
-
โปรแกรมรอบแบ่งกลุ่ม: พบ เคปเวิร์ด, ซาอุดีอาระเบีย, อุรุกวัย ทัพ
“กระทิงดุ” ยังคงรั้งเบอร์หนึ่งในใจของบรรดากูรู ด้วยสไตล์การเล่นที่ไหลลื่นและขุมกำลังที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม คะแนนโหวตในครั้งนี้เริ่มกระจายออกไปบ้าง เนื่องจากความกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อแฮมสตริงของ ลามีน ยามาล ปีกดาวรุ่งวัยทีนจากบาร์เซโลน่าที่เป็นหัวใจสำคัญในแนวรุก คาดว่าเจ้าตัวจะฟิตกลับมาทันเวลา แต่หากมีอาการกำเริบ สเปนอาจเจองานหินได้ โชคดีที่พวกเขาอยู่ในกลุ่มที่ไม่ได้หนักหนาสาหัสนัก ทำให้มีเวลาเคาะสนิมและปรับจูนฟอร์มในรอบแรกได้อย่างเต็มที่
2. ทีมชาติฝรั่งเศส (อันดับฟีฟ่า: 1)
-
โปรแกรมรอบแบ่งกลุ่ม: พบ เซเนกัล, อิรัก, นอร์เวย์
นี่คือ “ทัวร์นาเมนต์สั่งลา” อย่างเป็นทางการของกุนซือ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ ที่คุมทีมมาตั้งแต่ปี 2012 (พาทีมคว้าแชมป์โลก 2018 และ เนชั่นส์ลีก 2021) ขุมกำลังของฝรั่งเศสชุดนี้ถือว่ามีความลึกและทดแทนกันได้ดีที่สุดในโลก นำทัพโดย คีลิยัน เอ็มบัปเป้ แต่ทว่ามีเรื่องน่ากังวลเล็กน้อยจากปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนและข่าวลือเรื่องความขัดแย้งในแคมป์เรอัล มาดริดของเจ้าตัว นอกจากนี้ทีมจะหมดสิทธิ์ใช้งาน อูโก้ เอกิติเก้ ที่เจ็บหนักมาจากสโมสรลิเวอร์พูล เดส์ชองส์จะต้องหาจุดลงตัวในการใช้งาน ไมเคิ่ล โอลิเซ่ สตาร์จากบาเยิร์น มิวนิค ให้เฉิดฉายให้ได้ หากหา 11 ตัวจริงที่ลงตัวเจอ ฝรั่งเศสก็พร้อมทะลุถึงแชมป์
3. ทีมชาติอาร์เจนตินา (อันดับฟีฟ่า: 3)
-
โปรแกรมรอบแบ่งกลุ่ม: พบ แอลจีเรีย, ออสเตรีย, จอร์แดน
“แชมป์เก่า” อาร์เจนตินา ยังคงมีศูนย์รวมจิตใจอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ ในวัย 38 ปี ซึ่งการย้ายไปค้าแข้งกับ อินเตอร์ ไมอามี่ ในเมเจอร์ลีก ถือเป็นการถนอมร่างกายและจัดการเวลาลงเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้เมสซี่จะมาในสภาพที่สดใหม่ แต่คำถามใหญ่คือ ขุมกำลังคนอื่นๆ จะพร้อมแค่ไหน? สองปราการหลังตัวหลักอย่าง คริสเตียน โรเมโร่ และ ลิซานโดร มาร์ติเนซ ต่างมีอาการล้าสะสม ขณะที่แดนกลางอย่าง อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และ โรดริโก้ เด ปอล ก็ไม่ได้มีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมนัก กุนซือ ลิโอเนล สคาโลนี่ ต้องหวังพึ่งความเฉียบขาดของ ฮูเลียน อัลวาเรซ และ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ให้ก้าวขึ้นมาแบกรับภาระการทำประตูแทนให้ได้
4. ทีมชาติอังกฤษ (อันดับฟีฟ่า: 4)
-
โปรแกรมรอบแบ่งกลุ่ม: พบ โครเอเชีย, กานา, ปานามา
“สิงโตคำราม” มาพร้อมความกดดันมหาศาลเพื่อลุ้นแชมป์โลกสมัยแรกนับตั้งแต่ปี 1966 การได้ โธมัส ทูเคิ่ล เข้ามาคุมทีมถือเป็นการยกระดับแท็คติกจากยุคของ แกเร็ธ เซาธ์เกต อย่างเห็นได้ชัด แต่ในผลโหวตครั้งนี้พวกเขาไม่ได้คะแนนโหวตอันดับ 1 เลย สาเหตุมาจากความไม่แน่นอนในแผงมิดฟิลด์ตัวรุกที่คอยสนับสนุน แฮร์รี่ เคน ทั้ง จู๊ด เบลลิงแฮม, ฟิล โฟเด้น และ บูกาโย่ ซาก้า ต่างมีฟอร์มขึ้นๆ ลงๆ และเจออาการบาดเจ็บรบกวนมาตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ก็กำลังดิ้นรนเพื่อยึดตำแหน่งตัวจริงหลังย้ายไปเรอัล มาดริด กุญแจสำคัญคือ ทูเคิ่ล จะสามารถแก้เกมและเปลี่ยนแท็คติก (Plan B) ได้ดีแค่ไหนหากแผนแรกไม่ทำงาน
5. ทีมชาติบราซิล (อันดับฟีฟ่า: 6)
-
โปรแกรมรอบแบ่งกลุ่ม: พบ โมร็อกโก, เฮติ, สกอตแลนด์ ทัพ
“เซเลเซา” ว่างเว้นจากการสัมผัสถ้วยแชมป์โลกมาตั้งแต่ปี 2002 (ทะลุถึงรอบรองฯ ได้เพียงครั้งเดียวจากการลงเล่น 5 สมัยหลังสุด) ทัวร์นาเมนต์นี้พวกเขาเจอวิกฤตอาการบาดเจ็บเล่นงานตัวหลักเพียบ ทั้ง เอแดร์ มิลิเตา, โรดรีโก้ และดาวรุ่งอย่าง เอสเตเวา แม้แต่ผู้รักษาประตูมือหนึ่งอย่าง อลิสซง เบ็คเกอร์ ก็ต้องเร่งฟิตร่างกายจากปัญหาเจ็บกล้ามเนื้อกับลิเวอร์พูล อย่างไรก็ตาม การได้ คาร์โล อันเชล็อตติ มาคุมทัพช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีได้มาก แนวรุกจะนำโดย วินิซิอุส จูเนียร์ และ ราฟินญ่า ที่กำลังฟอร์มแรงกับบาร์เซโลน่า พร้อมด้วย คาเซมิโร่ ในวัย 34 ปีที่กลับมาคุมแดนกลางได้เนียนตาอีกครั้ง หากจัดระเบียบทีมได้ บราซิลก็ยังคงน่ากลัวเสมอ

กลุ่มม้ามืดตัวสอดแทรก: ขุมกำลังสุดแกร่ง ประมาทไม่ได้เด็ดขาด!
6. ทีมชาติโปรตุเกส (อันดับฟีฟ่า: 5)
-
โปรแกรมรอบแบ่งกลุ่ม: พบ ดีอาร์ คองโก, อุซเบกิสถาน, โคลอมเบีย
ขุมกำลังของโปรตุเกสดูดีไม่แพ้ทีมในกลุ่มท็อป 5 ด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยมของ 3 ประสานจากเปแอสเช (นูโน่ เมนเดส, ชูเอา เนเวส, วิตินญ่า) ผนึกกำลังกับ บรูโน่ แฟร์นานเดส เพลย์เมกเกอร์จากแมนฯ ยูไนเต็ด (กดไป 8 ประตู 20 แอสซิสต์ และเพิ่งคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยม FWA) รวมถึง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ยังคงกระหายการทำประตูแม้จะอยู่ในวัย 41 ปีแล้วก็ตาม โจทย์ใหญ่ของกุนซือ โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ คือการจัดการเสียงวิจารณ์รอบตัวโรนัลโด้ และวางแท็คติกให้นักเตะทุกคนดึงศักยภาพออกมาให้ได้มากที่สุด
7. ทีมชาติเยอรมนี (อันดับฟีฟ่า: 10)
-
โปรแกรมรอบแบ่งกลุ่ม: พบ คูราเซา, ไอวอรี่โคสต์, เอกวาดอร์
“อินทรีเหล็ก” ภายใต้การคุมทีมของ ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ ถือเป็นยอดนักวางแท็คติก แต่ยังมีคำถามให้ต้องแก้ไขหลายจุด ทั้งความกดดันของ โอลิเวอร์ เบามันน์ ในตำแหน่งผู้รักษาประตู รวมถึงฟอร์มการจบสกอร์ที่ไม่สม่ำเสมอของ นิค โวลเทมาเด และ ไค ฮาแวร์ตซ์ นอกจากนี้ นาเกลส์มันน์ ยังต้องเรียกฟอร์มเก่งของ โฟลเรียน เวิร์ตซ์ กลับคืนมาให้ได้ หลังนักเตะต้องเผชิญกับฤดูกาลแรกที่ยากลำบากกับสโมสรลิเวอร์พูล โชคดีที่พวกเขาอยู่ในกลุ่มที่สามารถเคาะสนิมและเรียกความมั่นใจได้เต็มที่
8. ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ (อันดับฟีฟ่า: 7)
-
โปรแกรมรอบแบ่งกลุ่ม: พบ ญี่ปุ่น, สวีเดน, ตูนิเซีย ทัพ
“อัศวินสีส้ม” ชุดนี้อาจจะไม่ได้ดูแข็งแกร่งดุดันเหมือนยุคก่อนๆ ปัญหาใหญ่คือนักเตะตัวหลักหลายคนกรำศึกหนักมาตลอดทั้งซีซั่น โดยเฉพาะ เฟอร์จิล ฟาน ไดจ์ค กัปตันทีมที่ลงเล่นทุกนาทีให้กับลิเวอร์พูลจนมีอาการล้าให้เห็นชัดเจน แผงหลังคนอื่นๆ อย่าง มิคกี้ ฟาน เดอ เฟน และ เยอร์เรียน ทิมเบอร์ ก็โดนอาการบาดเจ็บรบกวนตลอด แดนหน้าอย่าง โคดี้ กัคโป และ ดอนเยลล์ มาเลน ก็ไม่ใช่ดาวยิงประเภทโป้งปิดบัญชี ทำให้พวกเขาต้องเน้นไปที่ลูกตั้งเตะและการจัดระเบียบเกมรับที่รัดกุมเป็นพิเศษ
9. ทีมชาติโมร็อกโก (อันดับฟีฟ่า: 8)
-
โปรแกรมรอบแบ่งกลุ่ม: พบ บราซิล, สกอตแลนด์, เฮติ
ตัวแทนจากแอฟริกาที่กำลังอยู่ในยุคทองอย่างแท้จริง! พวกเขาต่อยอดความสำเร็จจากชุด ยู-20 ที่เพิ่งคว้าแชมป์โลกปี 2025 มาหมาดๆ ผนวกกับทีมชุดใหญ่ที่คว้าอันดับ 4 ในบอลโลก 2022 และเพิ่งสอยแชมป์แอฟริกาคัพออฟเนชั่นส์ (ที่ชนะเซเนกัลในนัดชิง) การปรับทัพมาใช้กุนซือคนใหม่อย่าง โมฮาเหม็ด อูอาห์บี ทำให้ทีมเปลี่ยนสไตล์มาเล่นเกมรุกแบบเดินหน้าฆ่ามันเต็มตัว ต่างจากยุคของ วาลิด เรกรากี ที่เน้นความรัดกุม หาก อาชราฟ ฮาคิมี่ ฟิตสมบูรณ์ โมร็อกโกจะเป็นทีมที่บุกสนุกและดูเพลินที่สุดทีมหนึ่ง
10. ทีมชาตินอร์เวย์ (อันดับฟีฟ่า: 31)
-
โปรแกรมรอบแบ่งกลุ่ม: พบ อิรัก, เซเนกัล, ฝรั่งเศส
นอร์เวย์ขยับอันดับพุ่งพรวดขึ้นมาติดท็อป 10 ต้องยกเครดิตให้กับการกลับมาท็อปฟอร์มของ เออร์ลิง ฮาลันด์ ดาวยิงเครื่องจักรสังหารจากแมนฯ ซิตี้ และ มาร์ติน โอเดการ์ด เพลย์เมกเกอร์ตัวเก่งจากอาร์เซน่อลที่สลัดอาการบาดเจ็บกลับมาฟิตเต็มร้อย การมีเพลย์เมกเกอร์ระดับโลกคอยป้อนบอลให้กองหน้าเบอร์ 9 ที่เฉียบขาด ถือเป็นอาวุธหนักที่ทุกทีมต้องผวา เป้าหมายแรกคือพวกเขาต้องเก็บชัยชนะนัดแรกจาก อิรัก ให้ได้ เพื่อลดความกดดันก่อนไปเจอกับทีมเต็งอย่างฝรั่งเศสในนัดสุดท้าย

กลุ่มลุ้นสนุก: ฟอร์มดี มีทีเด็ด พร้อมทะลุรอบลึก
11. ทีมชาติเบลเยียม (อันดับฟีฟ่า: 9)
-
โปรแกรมรอบแบ่งกลุ่ม: พบ อียิปต์, อิหร่าน, นิวซีแลนด์
แม้จะไม่ใช่ยุคทองเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากสตาร์ดังอย่าง โรเมลู ลูกากู (32 ปี) และ เควิน เดอ บรอยน์ เริ่มโรยรา (โดยเฉพาะลูกากูที่แทบไม่ได้ลงเล่นให้ อินเตอร์ มิลาน เลยจากปัญหาอาการบาดเจ็บ) แต่ผลงานอุ่นเครื่องช่วงหลังถือว่าทำได้ดี (ถล่ม สหรัฐฯ 5-2 และเสมอ เม็กซิโก 1-1) ข่าวดีที่สุดคือการกลับมาเฝ้าเสาของ ธิโบต์ กูร์กตัวส์ ที่เคลียร์ใจยอมกลับมาเล่นทีมชาติอีกครั้งหลังมีปัญหากับกุนซือคนเก่า รวมถึงฟอร์มที่ร้อนแรงของ เฌเรมี่ โดกู ปีกตัวจี๊ดจากแมนฯ ซิตี้ ที่พร้อมกระชากลากเลื้อยทำลายแนวรับคู่แข่ง และ ชาร์ลส์ เดอ เคเตลาเร่ ที่พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาได้อย่างโดดเด่น
12. ทีมชาติโคลอมเบีย (อันดับฟีฟ่า: 13)
-
โปรแกรมรอบแบ่งกลุ่ม: พบ อุซเบกิสถาน, ดีอาร์ คองโก, โปรตุเกส
ทัพโคเคนอาจจะดูแผ่วลงไปบ้าง ฟอร์มของ ฮาเมส โรดริเกซ ที่ย้ายไปเล่นกับ มินนิโซตา ยูไนเต็ด เพื่อเรียกความฟิตก็เริ่มต้นได้ค่อนข้างช้า (เพิ่งมาทำ 2 แอสซิสต์ในนัดล่าสุด) แต่พวกเขายังมี หลุยส์ ดิอาซ ที่กำลังฟอร์มเข้าฝักสุดๆ กับบาเยิร์น มิวนิค (กดไป 26 ประตู 17 แอสซิสต์รวมทุกรายการ) คอยป่วนแนวรับคู่แข่ง รวมถึงความเก๋าของ ดาบิด ออสปิน่า ในวัย 37 ปี ที่ยังคงปักหลักเฝ้าเสาได้อย่างอุ่นใจ (เขาลงเล่นครบทั้ง 9 นัดในบอลโลก 2 สมัยหลังสุด)
13. ทีมชาติเซเนกัล (อันดับฟีฟ่า: 14)
-
โปรแกรมรอบแบ่งกลุ่ม: พบ ฝรั่งเศส, นอร์เวย์, อิรัก
“สิงโตเตรานก้า” ทีมแกร่งจากแอฟริกาที่มีจุดเด่นคือเกมรับที่เหนียวแน่นดุจกำแพงเหล็ก (เสียไปเพียง 2 ประตูจาก 7 นัดในศึกแอฟริกาคัพออฟเนชั่นส์ 2025) และมีแนวรุกที่รวดเร็วจัดจ้านนำโดย ซาดิโอ มาเน่, นิโคลัส แจ็คสัน และ อิลิมาน เอ็นดิอาย ปัญหาเดียวที่กุนซือ ปาเป้ เธียว ต้องเร่งแก้ไขคือแผงมิดฟิลด์ที่ยังมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวน หากปรับจูนตรงนี้ได้ เซเนกัลจะเป็นกระดูกชิ้นโตของทุกทีมแน่นอน
14. ทีมชาติโครเอเชีย (อันดับฟีฟ่า: 11)
-
โปรแกรมรอบแบ่งกลุ่ม: พบ อังกฤษ, ปานามา, กานา
“ตาหมากรุก” ยังคงสร้างปาฏิหาริย์ได้อย่างต่อเนื่อง พวกเขาฝากความหวังไว้ที่กองกลางจอมเก๋าอย่าง ลูก้า โมดริช ในวัย 40 ปี ที่ยังคงโชว์คลาสระดับโลกกับสโมสร เอซี มิลาน แม้ขุมกำลังส่วนใหญ่จะอายุเยอะ ทั้ง อีวาน เปริซิช และ อังเดร ครามาริช แต่สายเลือดใหม่อย่าง ยอสโก้ กวาร์ดิโอล (แมนฯ ซิตี้) ก็ก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักในแนวรับได้แล้ว ประสบการณ์ของพวกเขาคืออาวุธสำคัญ (คว้ารองแชมป์ปี 2018 และอันดับสามปี 2022) นี่คือทีมที่คุณจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด
15. ทีมชาติญี่ปุ่น (อันดับฟีฟ่า: 18)
-
โปรแกรมรอบแบ่งกลุ่ม: พบ เนเธอร์แลนด์, ตูนิเซีย, สวีเดน
ตัวแทนจากเอเชียที่ต้องลุ้นเหนื่อยตั้งแต่ยังไม่เริ่มทัวร์นาเมนต์ เนื่องจากนักเตะกำลังหลักอย่าง วาตารุ เอ็นโด และ ทาคุมิ มินามิโนะ โดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน ทำให้ความสมดุลในแดนกลางและเกมรับดูเปราะบางลงไปอย่างเห็นได้ชัด แต่ความขยันและวินัยในเกมของนักเตะอย่าง ทาเคฟุสะ คุโบะ, คาโอรุ มิโตมะ และ ไดจิ คามาดะ ที่พร้อมจะวิ่งไล่บดคู่แข่งตลอด 90 นาที จะช่วยให้ญี่ปุ่นต่อกรกับทีมยักษ์ใหญ่ได้อย่างสนุกสนานและมีลุ้นทะลุเข้าสู่รอบลึกๆ ได้เช่นกัน

และนี่คือ 15 ชาติตัวเต็งที่จะก้าวขึ้นไปชูถ้วย ฟุตบอลโลก 2026 คุณคิดว่าชาติไหนจะคว้าแชมป์ไปครอง? มาร่วมลุ้นและเชียร์ไปด้วยกันตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป!